หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นิชิเร็น | นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว


พระนิชิเร็นไดโชนิน
ที่มาภาพ : http://www.tairomdham.net/index.php?topic=10934.0

ช่วงที่ญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะสงคราม เกิดภัยพิบัติธรรมชาติที่ร้ายแรง เกิดโรคระบาด และได้รับความอดอยาก ทำให้คนเกือบครึ่งประเทศถูกทำลายและเสียชีวิต แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ศาสนาเองก็ยังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความหวังขึ้นได้ เช่น นิกายสุขาวดี พวกเขากลับมองว่า ประชาชนจะมีความสุขได้ต่อเมื่อเสียชีวิตไป ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่าชีวิตนั้นได้สูญสิ้นความหวัง ทำให้ พระนิชิเร็นไดโชนิน รู้สึกแปลกใจว่าทำไมชีวิตของประชาชนจึงมีแต่ความทุกข์สาหัสขนาดนี้ ทำไมคำสอนนิกายสุขาวดีจึงไม่สามารถช่วยประชาชนให้พ้นทุกข์และช่วยโลกให้พ้นความวิบัติได้ พระนิชิเร็นจึงเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าพระสูตรทั้งหมดเพื่อหาคำตอบจนสามารถรู้แจ้งว่า นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว หรือ สัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นสิ่งเดียวที่มีพลังต่อการช่วยเหลือประชาชนได้
กำเนิดพระนิชิเร็น
ที่มาภาพ : https://tolls92re.wordpress.com/2014/08/31/การเกิดของพระนิชิเร็นไ/

จากนั้นได้เริ่มเผยแผ่คำสอนโดยการให้สวด นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว นอกจากนี้พระนิชิเร็นยังได้เตือนรัฐบาลว่า อย่าเชื่อถือต่อคำสอนที่ผิดเพราะจะทำให้ประเทศชาติต้องล่มจม ทั้งยังเสริมว่าคำสอนของพุทธศาสนาอันแท้จริงมีจุดหมายอยู่ที่สันติภาพและความสุขของประเทศทั้งหมด ทำให้รัฐบาลและผู้นำนิกายอื่นๆในสมัยนั้นต่างพากันโกรธแค้นมาก พระนิชิเร็นโดนประทุษร้ายมาตลอดแต่ในที่สุดท่านก็สามารถจารึก โงะฮนซน ขึ้นเพื่อเป็นสิ่งสักการะสูงสุดแก่ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งบูชาที่แสดงสภาพชีวิตพุทธะ การเห็นแจ้งจิต ที่สำคัญก็คือในการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ต้องสวดต่อเนื่องกันและต้องสวดต่อหน้าโงะฮนซน เนื่องจากว่า จิตของเรามักเปลี่ยนไปๆมาๆ  และสิ่งที่ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้คือ คำสอนใน ทฤษฎี 10 โลก ได้แก่



1. โลกนรก “ความโกรธแค้นคือนรก” โลกนรกจึงไม่ใช่โลกหลังความตาย แต่เป็นโลกที่เราดำเนินชีวิตประจำวัน ใช้เรียกสภาพชีวิตที่เป็นทุกข์ ทุกข์ด้วยความโกรธแค้นไม่มีอิสระ ถูกมัดด้วยความเศร้าหมอง

2. โลกเปรต “ความโลภคือเปรต” สำหรับมนุษย์ ความปรารถนาต่างๆ ไม่มีขอบเขตจำกัด ตราบใดที่ถูกทำให้หวั่นไหวด้วยความปรารถนา แต่เราสามารถควบคุมได้โดยเลือกดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง
3. โลกเดรัจฉาน “ความโง่เขลาคือเดรัจฉาน” เป็นสภาพชีวิตที่เหมือนสัตว์ ที่มีการกระทำไปตามสัญชาตญาณ
4. โลกอสุระ “ความคดเคี้ยวคืออสุระ” เป็นสภาพชีวิตที่ยึดตนเองเป็นใหญ่ ไม่คำนึงถึงคนอื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มีความอิจฉา ฉุนเฉียว โกรธแค้น และชอบการต่อสู้ อาจก่อให้เกิดสงคราม
5. โลกมนุษย์ “ความสงบราบเรียบคือมนุษย์” เป็นสภาพที่ได้รับความสงบสุขราบรื่นในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางการดำ เนินชีวิตที่หวั่นไหวไปตามอารมณ์
6. โลกเทวะ “ความปิติยินดีคือเทวะ” เป็นสภาพที่ยินดี และพอใจเหมือนได้ ขึ้นไปถึงสวรรค์ สภาพชีวิตที่ร่าเริง ในเวลาที่ดีใจมาก มีความรู้สึกราวกับว่าเท้าไม่ถึงพื้น เรียกว่า “โลกเทวะ” แต่ เป็นโลกที่ไม่จีรังยั่งยืน
7. โลกสาวก เป็นสภาพจิตใจที่เข้าใจในความคิดเห็น ประสบการณ์ ของผู้คนต่างๆ พยายามพัฒนา ตนเองเติมเต็มความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยการขัดเกลาตนเอง และใฝ่หาความรู้ตลอดจนศิลปวิทยาการอยู่ เสมอ
8. โลกปัจเจก เป็นสภาพชีวิตที่ไปสัมพันธ์กับอะไรบางอย่างแล้วสามารถตระหนักรู้ในกฎเกณฑ์ของชีวิต และของจักรวาลเพียงบางส่วน รู้สึกปิติยินดีที่ได้สร้างหรือค้นพบอะไรขึ้นมา ก่อให้เกิดความคิดที่ว่าตนเองยิ่งใหญ่ ไม่แยแสผู้อื่น และเชื่อว่าตนเองเท่านั้นที่เข้าสู่สภาวะนั้นได้
9. โลกโพธิสัตว์ เป็นสภาพการเห็นประโยชน์ของผู้อื่น พยายามมอบสิ่งดีๆให้กับชีวิตคนอื่น
10. โลกพุทธ เป็นสภาพสูงสุดในชีวิตของมนุษย์ หยั่งรู้ถึงความสุขสัมพันธ์และความสุขสัมบูรณ์ - ความสุขสัมพันธ์ หมายถึงสภาพที่พึงพอใจทางด้านวัตถุสิ่งของหรือความอยาก ความปรารถนาที่ได้รับการเติมเต็ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีขอบเขตจำกัด - ความสุขสัมบูรณ์ หมายถึงสภาพชีวิตที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพียงแต่ ได้มีชีวิตอยู่ก็มีความสุขที่สุดแล้ว นั่นคือ ความสุขด้านจิตใจ

ที่มาภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/นามูเมียวโฮเร็งเงเกียว

สัทธรรมปุณฑริกสูตร สอนว่ามนุษย์ทุกคนมีสภาวะพุทธะที่สูงส่งอยู่ภายในชีวิตทุกคน แต่จะทำอย่างไร ให้โลกพุทธปรากฏออกมาได้ ความเป็นไปได้ดีก็จะปรากฏออกมาเอง สภาพ 10 โลก จะถูกดึงออกมาโดยอาศัยปัจจัยอย่างหนึ่งหรือโอกาสที่จะทำให้ปรากฏสภาพชีวิตแห่งความสุขเหนือความทุกข์ เนื่องจากว่าปัจจัยที่จะดึงโลกพุทธซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่สูงส่งที่สุดออกมานั้นไม่มีอยู่ในโลกนี้ จึงไม่สามารถปรากฏออกมาได้


ไดโงะฮนซน
ที่มาภาพ : https://plus.google.com/117700424771219240294/posts/bet4PBCPnue

ทั้งนี้การสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวตามหลักสัทธรรมปุณฑริกสูตรในนิกายนิชิเร็นมีความเชื่อว่า การปฎิบัติธรรมจะสามารถนำพาความสุขและสันติสุขมาสู่โลก เพราะเป็นการสวดเพื่อปลอบโยนจิตใจจากสภาวะความตึงเครียดในหน้าที่การงานและสิ่งแวดล้อมอันเร่งรีบที่ชาวญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ สวดเพื่อบรรเทาปัญหาความทุกข์ในชีวิต ทำให้เข้าใจคามเชื่อมโยงของชีวิต เข้าใจความทุกข์ของคนอื่นและพร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น โดยการมอบความหวังให้พวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเดินหน้าเข้าหาความสุขได้ ดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ในรูปแบบของตนเอง นอกจากนี้ยังทำให้เป็นคนมองเห็นคุณค่าในชีวิตของตนเองและผู้อื่น เพราะมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นพระพุทธะที่มีจิตใจสูงส่ง ถ้าเราให้เกียรติคนอื่นและเข้าใจว่าคนอื่นต่างก็มีสภาพจิตใจที่สูงส่งเหมือนกับเรา โลกของเราก็สามารถเกิดสันติสุขได้

ที่มาภาพ : https://learnjapanese123.com/what-are-the-different-japanese-household-shrines-and-altars/butsudan-praying1/
ซึ่งคำสอนนิชิเร็นทั้งหมดนี้ล้วนมีหลักปฎิบัติที่ไม่ยุ่งยาก ไม่มีการกราบไหว้บูชาสิ่งอื่นไดนอกจากโงะฮนซน ไม่มีการนั่งสมาธิวิปัสสนาหรือกรรมฐาน เพียงแค่ท่องบทสวดนัมเมียวโฮเรงเงเคียว ที่แปลว่า ขอนอบน้อมจงมีแด่สัทธรรมปุณฑริกสูตร เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้าถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระอมิตาพุทธะได้แล้ว จนทำให้พุทธศาสนานิกายนิชิเร็นกลายเป็นที่นิยมชมชอบของชาวญี่ปุ่น
ที่มาภาพ : https://nstmyosenji.org/basic-terminology-of-nichiren-shoshu/buddhist-altar-offerings




ที่มาบทความ :

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วิถีเซน ในสังคมญี่ปุ่น



ต้นตอของเซ็นว่ากันว่าเริ่มต้นเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ วันหนึ่งท่านแสดงธรรมโดยชูดอกบัวขึ้นดอกเดียวและนิ่งเฉยไม่พูดอะไรต่อ ตอนนั้นยังไม่มีใครเข้าใจธรรมะที่พระองค์แสดง มีแต่พระมหากัสสะปะที่ยิ้มออกมาน้อยๆ ด้วยความเข้าใจในพระธรรมเทศนาอันปราศจากถ้อยคำนั้น เซ็นคือการแสดงความจริงโดยที่ไม่ต้องผ่านคำพูด เพราะเซ็นเชื่อว่าคำพูดก็คือมายา ทันทีที่เราอธิบายความจริงด้วยคำพูดก็เท่ากับว่าเราเพี้ยนไปจากความจริงแล้ว  เซ็นไม่ใช่การศึกษาพระสูตรหรือตำรา เราต้องเข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์ผ่านทางชีวิตประจำวัน เช่น การทำกับข้าว การทำความสะอาดบ้านหรือการทำงานในออฟฟิต เราก็สามารถเข้าถึงเซ็นด้วยการงานเหล่านั้น นี่คือวิธีการแบบเซ็นซึ่งเน้นไปยังสิ่งที่เราสัมผัสอยู่จริงๆ และนำหลักการไปประยุกต์เพื่อเจริญสติในชีวิตประจำวันให้ได้


สวนเซน


จริงๆแล้วตัวเราก็คือพุทธะ ดังนั้นจุดมุ่งหมายของเซนจึงเป็นการตระหนักรู้ในพุทธภาวะ การบรรลุธรรมในแบบเซ็นจะเรียกว่า ซาโตริ เมื่อบรรลุแล้วก็จะเข้าสู่ความหลุดพ้น ทุกสิ่งกลายเป็นความว่าง การไม่ยึดติดในรูปแบบพิธีกรรมหรือแม้แต่พระไตรปิฎก เซ็นถือว่าการบรรลุมรรคผลนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวบทอักษรหรือคัมภีร์ เพราะตัวอักษรหรือภาษามีข้อจำกัด ไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงทั้งหมดได้ เซ็นจึงเป็นนิกายที่ส่งผ่านปรัชญาการดำเนินชีวิตที่นำไปใช้ได้จริงสู่ผู้ปฏิบัติอย่างถึงแก่นและเป็นธรรมชาติ เพื่อให้เห็นสัจจธรรมด้วยตนเอง เซ็นจึงเป็นธรรมชาติที่อยู่รอบๆตัวเรา 
สิ่งที่สำคัญของเซ็นก็คือโกอัน ซึ่งหมายถึงคำถามที่ยอกย้อนเป็นปริศนาธรรม เราไม่สามารถตีความปริศนาเหล่านี้ด้วยตรรกะเหตุผลได้ ตรรกะมักอยู่บนพื้นฐานของแม่แบบที่ตายตัว เรามองโลกด้วยการจัดกลุ่มและตีตราสรรพสิ่งล่วงหน้า ซึ่งโกอันทำลายแผนแบบตรรกะทั้งหมดและบีบให้เราพยายามไขปริศนาด้วยหนทางอื่น เพื่อทำลายแม่แบบเกี่ยวกับความจริงในความของเรา


พระเซน


ยกตัวอย่างเช่น ดอกบัว ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์อาจจะนึกถึงชนิดพันธุ์หรือถิ่นกำเนิดของมัน ศิลปินก็อาจจะนึกถึงความงามหรือสีสันและแสงเงาของดอกบัว  แต่เซ็นจะเห็นว่าความคิดทั้งหมดเป็นสิ่งปรุงแต่ง เป็นมายา แม้คำว่าดอกบัวก็เป็นเรื่องสมมติที่คนเพียงกลุ่มหนึ่งตกลงกันเท่านั้น ต่อเมื่อโยนความคิดทั้งหมดทิ้งไป ธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งนั้นจึงจะปรากฏขึ้น นั่นอาจหมายความว่ายิ่งเราพยายามสร้างสิ่งคำอธิบายเกี่ยวกับความจริงให้ยืดยาวเท่าไหร่ เราก็ยิ่งพลาดจากความจริงไปไกล  เซ็นจึงเป็นสิ่งที่อธิบายด้วยภาษาไม่ได้ ถ้าใช้ภาษาอธิบายก็จะกลายเป็นการโกหก ทุกอย่างในชีวิตเป็นเซ็น ไม่ว่านั่ง นอน ทานข้าว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเซน  การปฏิเสธความคิดหรือคำอธิบายความจริงทั้งหมด ทำให้เซนปฏิเสธความคิดพื้นฐานของคนเราที่มักแบ่งสรรพสิ่งออกเป็นสองขั้ว ทุกครั้งที่คิดเราแบ่งสรรพสิ่งออกเป็นตัวฉันกับโลกภายนอก บนล่าง ซ้ายขวาหรือแม้แต่การเกิดการตาย เซ็นจะบอกว่าการแบ่งสรรพสิ่งออกเป็นคู่ตรงข้ามเป็นเพียงมายาของความคิด ธรรมชาติที่แท้ปราศจากความคิดปรุงแต่ง ไร้นิยามและไร้การแบ่งแยก

นิกายเซนได้สร้างคุณูปการต่อการสร้างปรัชญาญี่ปุ่น โดยการสอดแทรกผ่านทางวัฒนธรรม ศิลปะ และวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเช่น 
การรำดาบเค็มบุ

   การรำดาบญี่ปุ่นเค็มบุ ในสมัยโบราณซามูไรใช้การร่ายรำเพื่อปลุกใจให้ห้าวหาญและเพื่อจิตใจสงบเป็นสมาธิ  คนทั่วไปมักคิดว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันของซามูไรไม่น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่ความจริงแล้วมิติทางจิตวิญญาณถือเป็นแก่นของวิถีซามูไร เพราะซามูไรต้องผ่านการฝึกฝนทางจิตวิญญาณอย่างเข้มข้นจนมองเห็นชีวิตและความตายเป็นเพียงหนึ่ง ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามที่แยกขาดจากกัน จิตใจที่ผ่านการเคี่ยวกร่ำเช่นนี้ย่อมไม่ลังเลเมื่อก้าวเท้าออกสู่สรภูมิรบ จิตใจต้องว่าเปล่าซึ่งที่จริงแล้วหมายถึงอัตตา เพราะเมื่อเราพยายามเห็นสรรพสิ่งรอบตัวแล้วพยายามคิดปิดกั้นไม่ให้จิตคิดถึงสิ่งเหล่านั้น นั่นหมายถึงจิตเรากำลังเข้าไปยึดติดโดยมายาอยู่โดยไม่รู้ตัว อัตตาตัวตนย่อมปรากฏอยู่ตรงนั้น นี่ย่อมแตกต่างจากการรับรู้สรรพสิ่งตามที่มันเป็น 
ในขณะที่ซามูไรกำลังต่อสู้กับศัตรู จิตของเขาจะต้องรับรู้สรรพสิ่งตามที่มันเป็นเพื่อให้ปฏิกิริยาตอบสนองต่อการจู่โจมของศัตรูเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด หากจิตหลงทางอยู่ในมายาใดๆ นั่นหมายถึงความพ่ายแพ้ อัตตาคือรับรู้ทุกอย่างตามสิ่งที่เป็น ณ วินาทีที่ดาบของศัตรูฟันลงมา จิตต้องว่างจากความคิดทั้งหมด ไม่คิดคาดการล่วงหน้าว่าคู่ต่อสู้จะใช้กระบวนการท่าไหน เราจะตั้งรับยังไง แต่ให้อยู่กับปัจจุบันและความจริงตรงหน้าเพียงอย่างเดียว เพราะวิธีนี้เท่านั้นที่การตั้งรับของเราจะฉับไวและมีประสิทธิภาพสูงสุด


ศิลปะการชงชา


พิธีชงชา ซึ่งรากฐานของพิธีชงชาก็มีรากฐานมาจากเซ็น ในสังคมตะวันตกอาจจะมองว่าการดื่มชาเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายหรือกิจกรรมสำหรับคนที่มีความหรูราในชีวิต แต่สำหรับคนญี่ปุ่น การดื่มชาถือว่าเป็นศิลปะในการดำเนินชีวิต พิธีชงชาจึงเป็นพิธีที่ค่อนข้างสงบ เงียบและเรียบง่าย เพราะว่าทุกกิจกรรมที่ทำในห้องชงชาจะดำเนินไปอย่างเนิบช้า ให้ความใส่ใจในทุกๆสิ่งที่อยู่ในห้องแห่งนั้น พอเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เท่ากับว่าเราได้อยู่กับปัจจุบัน พอเรามองเห็นสิ่งสำคัญของสิ่งต่างๆในช่วงเวลานั้น เรามักจะลืมความสำคัญของตัวเองไป ซึ่งนั่นก็เป็นวิธีหนึ่งในการลดอัตตาของตัวเองลง

    จากการศึกษาก่อนเริ่มพิธีชงชาของชาวญี่ปุ่นจะสังเกตได้ว่า ซุ้มประตูทางเข้าบ้าน เกือบทุกแห่งของบ้านจะมีซุ้มประตูที่ตั้งใจทำให้เตี้ย เพราะไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงแค่ไหน ซามูไร โชกุนหรือว่าคนธรรมดาทั่วไป แขกผู้มาเยือนบ้านของชาวญี่ปุ่นก็ต้องลดตัวเองลงเพื่อที่จะมุดลอดซุ้มประตูนี้ไป ซึ่งนี่ก็เป็นสัญลักษณ์ของการรู้จักถ่อมตัวและลดอัตตาตัวเองลงเพื่อที่จะเข้าสู่พิธีชงชา  แขกผู้ที่มาจะต้องเอากระบวยตักน้ำล้างมือทั้งสองข้างหลังจากนั้นก็ล้างปาก เป็นการชำระร่างกายและจิตใจของตนเองให้สะอาดก่อนจะประกอบพิธีกรรมศักสิทธิ์ 
กิจกรรมในห้องชงชาจะเป็นไปอย่างเนิบช้ามาก มีการชี้ชวนให้พินิจพิจารณาชื่นชมความงามของห้องชงชาที่มีแสงสลัว แจกันหรือดอกไม้ที่ประดับไว้ แม้กระทั่งการชื่นชมด้วยหูนั่นคือการฟังเสียงน้ำเดือดที่อาจเปรียบเสมือนลมกำลังพัดผ่านใบสน ทุกท่วงท่าของการชงชาเต็มไปด้วยสติและความใส่ใจ พิธีชงชาเป็นการหลอมรวมศิลปะทุกประเภทเข้าด้วยกัน ถือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง เราอาจจะไม่ต้องการกิจกรรมอะไรมากมายก็ได้แต่ว่าเราต้องใส่ใจกับสิ่งต่างๆที่เราทำอยู่ในตอนนั้น พอเราใส่ใจเราก็จะเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำและเมื่อเราเห็นความสำคัญต่อสิ่งที่เราทำ เราก็น่าจะเห็นความสำคัญของตัวชีวิตเองด้วยเหมือนกัน
ศิลปะการจัดดอกไม้: อิเคบานะ



การจัดดอกไม้หรืออิเคบานะ  ถือเป็นความสวยงามแบบเฉพาะของชาวญี่ปุ่น จากการศึกษาเมื่อสังเกตดูมันคือความงามที่ค่อนข้างเลียนแบบธรรมชาติหรืออาจจะเป็นธรรมชาติจริงๆ การเลือกภาชนะที่เหมาะสมและดูความงามของดอกไม้ อิเคบานะจึงแสดงให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นนั้นเป็นคนละเอียดอ่อน คนละเอียดอ่อนมักจะสัมผัสความงามอะไรบางอย่างที่คนไม่ละเอียดอ่อนสัมผัสไม่ได้ ชาวญี่ปุ่นจึงรักดอกไม้ รักต้นไม้ เวลามองจึงเห็นความงามในธรรมชาติของมัน  เหมือนกับว่าการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นไม่ใช่การที่เราจัดดอกไม้แล้วมันเป็นคาแรกเตอร์ของเรา แต่ว่ามันคือการที่ดอกไม้ยืมมือเราเพื่อที่จะจัดมันให้เสร็จสรรพ์ ไม่มีตัวเราอยู่ในนั้น วิธีคิดนี้จึงเป็นวิธีที่คิดถึงดอกไม้มากกว่าตัวเราเอง การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นจึงเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง คือไม่มีอัตตาในผลงานแต่เป็นเพียงแค่ดอกไม้ถูกจัดผ่านตัวเราไปแค่นั้นเอง 


มัทซึโอะ บาโช : นักแต่งกวีไฮกุ


การแต่งบทกวีไฮกุ ตัวอย่างเช่นบทกวีของบาโช “แม้ในกลางหิมะ ดอกไม้ยามเที่ยงวันไม่โรยรา ใต้แสงอาทิตย์”  ถ้าเราอ่านตามตรงก็เหมือนกับการบรรยายภาพๆหนึ่งให้เราเห็นเท่านั้นเอง นั่นถืออาจจะเป็นเซนแบบหนึ่งก็คือ เป็นงานศิลปะที่ไม่ได้เอาตัวเราหรือความคิดของเราพยายามใส่เข้าไปในธรรมชาติ โดยบาโชจะให้ความสำคัญกับการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันของบทกวีไฮกุ ถ้ามีสรรพสิ่งเกิดขึ้นในทันทีก็จะรีบเขียนไว้และหลังจากที่เขียนก็ไม่ควรจะไปยุ่งกับมันอีกเลย คล้ายๆกับการเขียนพู่กันญี่ปุ่น ถ้าเราตวัดไปแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่มีการไปแก้ไขอะไรอีกเลย และคล้ายกับการจัดดอกไม้ที่ให้ความจริงไหลผ่านตัวเองซึ่งในช่วงเวลานั้น เราอาจจะไม่ได้เป็นตัวเราแต่เป็นธรรมชาติหนึ่งที่ผ่านมือเขาไปและก็ออกมาโดยที่ไม่ได้ผ่านความคิดของเรา 

ทั้งหมดนี้อาจเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นให้ความเคารพว่า ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งสูงส่ง สังคมญี่ปุ่นจึงเป็นสังคมที่คนลดทอนตัวเองลง ให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยและให้ความสำคัญกับธรรมชาติมากกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสติและการเอาใจใส่ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ดำเนินชีวิตที่ปกติไปเรื่อยๆ วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในปัจจุบันกับศาสนาพุทธมหายานนิกายเซน อาจไม่เป็นที่แน่นอนว่าจริงๆแล้ว เซนจะยังคงปรากฏให้เห็นในการดำเนินชีวิตของชาวญี่ปุ่นจริงหรือไม่ หรืออาจจะยังคงสอดแทรกผ่านนิสัยหรือรสนิยมของคนญี่ปุ่นอยู่ เพราะเซนไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด



ขอบคุณเครดิตภาพ
ที่มาบทความ : Dek-southeast Asia


วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ชินโต กับ ลัทธิชาตินิยมในญี่ปุ่น


โทริ สัญลักษณ์ศาสนาชินโต 

ก่อนหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นจะเข้าสู่ยุคสงครามโลก ศาสนาชินโตก่อเกิดจากขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาเรื่อยๆของชาวญี่ปุ่น ซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเทพเจ้าหรือคามิ ดังนั้นศาสนาชินโตจึงไม่มีคำสอนที่แนบแน่น ไม่มีคัมภีร์ที่ตายตัวเพราะแต่ละท้องถิ่นมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ชินโต หมายถึงทางของเทพเจ้า ด้วยเหตุนี้คนญี่ปุ่นจึงมีความเชื่อว่าประชาชนควรดำเนินชีวิตไปตามครรลองของการพร่ำสอนในเทพเจ้า

ความเชื่อแบบชินโตเน้นไปที่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เพราะในธรรมชาติทุกแห่งล้วนแล้วแต่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ คล้ายๆ กับความเชื่อของศาสนาดั้งเดิม animism ดังนั้นในความเชื่อของชินโต ทุกแห่งและทุกสิ่งล้วนมีวิญญาณอยู่ ชินโตจึงให้ความเคารพต่อต้นไม้ใหญ่ หินใหญ่ ไล่ไปจนกระทั่งเม็ดข้าวหรือเตาไฟ เป็นที่น่าสังเกตว่าศาลเจ้าชินโตจึงอยู่คู่กับต้นไม้ใหญ่เสมอ และไม่น่าแปลกใจเลยว่าชินโตก็มีบทบาทในการรักษาธรรมชาติเช่นกัน

อาจเป็นไปได้ว่าบ่อเกิดแห่งลัทธิชาตินิยมของชาวญี่ปุ่นอาจเริ่มตั้งแต่ความเชื่อเรื่องการกำเนิดเกาะญี่ปุ่น ตามตำนานโคจิกิและนิฮงโชกิ กล่าวถึงเทพเจ้า 2 องค์คือ อิซานากิและอิซานามิซึ่งได้รับมอบหมายให้มาสร้างเกาะญี่ปุ่น เทพอิซานากิได้ใช้หอกรัตนะกวนน้ำในมหาสมุทร เมื่อยกหอกขึ้นน้ำหยดหนึ่งที่ไหลจากหอกนั้นหยดลงทะเลกลายเป็นเกาะโอโนโกโซ ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นและสร้างเกาะอื่นๆ ตามมา นอกจากนี้เทพทั้งสองจึงได้สร้างทวยเทพที่อยู่ในทุกภาคพื้นไม่ว่าจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร ท้องฟ้าหรือทะเลขึ้น ทั้งยังสร้างมนุษย์และได้ส่ง จิมมู เทนโด จักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นเข้ามาปกครองผู้ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากสุริยเทพหรือพระอาทิตย์ 

ดังนั้นประเทศญี่ปุ่นจะต้องถูกครอบครองโดยจักรพรรดิผู้สืบเชื้อสายจากสวรรค์ไปชั่วนิรันดร์และจักรพรรดิเป็นผู้สูงศักดิ์ไม่มีใครทัดเทียมได้ ชินโตจึงส่งเสริมให้ชาวญี่ปุ่นรักชาติ รักความกล้าหาญและจงรักภักดีต่อราชบัลลังค์ แม้ชีวิตก็เสียสละได้ และต้องเชื่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นให้ถือเท่ากับบัญชาสวรรค์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นความรู้สึกชาตินิยมที่เป็นความภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์และความความเก่าแก่ของชนชาติ เพราะมีอ้างถึงการสืบเชื้อสายจากเทพเจ้าของผู้ปกครอง ซึ่งต่อมากลายเป็นความเชื่อที่ได้รับการปลูกฝังในหมู่ชาวญี่ปุ่นว่าเป็นชนชาติที่พิเศษ

ต่อมาลัทธิชินโตกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการแผ่ขยายอำนาจไปยังประเทศอื่น มีการส่งพลทหารออกไปรุกรานชาติอื่นโดยอาศัยความเชื่อว่ากำลังปกป้องจักรพรรดิซึ่งสืบสายมาจากเทพเจ้าผู้ก่อตั้งประเทศโดยตรง เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นชนะรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นเป็นชาตินิยมจัดมากขึ้น ซ้ำยังฮึกเหิมมากและเป็นอย่างนี้ตลอดจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามอย่างยับเยินด้วยระเบิดปรมาณูลูกใหญ่ของอเมริกาที่นางาซากิและฮิโรชิมา  จักรพรรดิฮิโรฮิโตประกาศว่าตนเองก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา มิใช่เทพอะไรและชินโตก็ถูกบังคับให้หมดสภาพการเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น ถูกตัดงบสนับสนุน และญี่ปุ่นก็กลายเป็นรัฐฆราวาสไป แต่มันก็ทำให้ชินโตได้กลับสู่รากเหง้าที่แท้จริงของการเคารพธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสอนหรือสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ที่อลังการโดยไม่จำเป็น  

ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ศาสนาชินโตมีความสำคัญน้อยลงเนื่องด้วยอิทธิพลศาสนาอื่น ผู้นำญี่ปุ่นเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากชาติอื่น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในภาวะต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทำให้ผู้นำญี่ปุ่นที่แม้จะมีความคิดแตกต่างกัน แต่มีความรักชาติเหมือนกันมีอุดมการณ์ไปในทางเดียวกันคือ อุดมการณ์รักชาติและความสำนึกในชาติโดยมีจักรพรรดิเป็นศูนย์กลาง ยอมรับวิธีการพัฒนาประเทศตามแนวทางของตะวันตกทั้งในด้านการทหารและอุตสาหกรรม ปัจจุบันญี่ปุ่นได้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาในระดับสากล

ข้อดีของลัทธิชินโตทำให้คนญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษคือ การบูชาบรรพบุรุษ รักธรรมชาติ รักความสะอาด และรักชาติ จะเห็นได้ว่าชาวญี่ปุ่นมีความผูกพันธ์กับทุกสิ่ง ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าคนตายแล้วแต่วิญญาณยังไม่ได้ตายด้วยเพราะวิญญาณนั้นเป็นอมตะ วิญญาณจะสถิตอยู่ในโลกของวิญญาณตลอดไปไม่ไปไหน คอยคุ้มครองและดลบันดาลให้ผู้เซ่นไหว้มีความสำเร็จดังปรารถนา  ในเรื่องของการรักธรรมชาติ ศาสนาชินโตส่งเสริมให้ชาวญี่ปุ่นเป็นคนรักธรรมชาติอย่างลึกซึ้งและยังถือธรรมชาติเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ตัวชาวญี่ปุ่นเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไม่แบ่งแยก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อยามซากุระบานผู้คนจะพากันออกมาเที่ยวชมความงามของซากุระ คอยนั่งมองซากุระและกิ่งก้านที่แกว่งไหวไปมาตามสายลม ความรู้สึกรักในธรรมชาติจึงทำให้ชาวญี่ปุ่นรักความงดงามด้วย การรักความสะอาด ศาสนาชินโตในตำนานแม้แต่เทพอิซานากิก็ยังชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ ชาวญี่ปุ่นจึงรักความสะอาดมาก พยายามชำระร่างกายทั้งภายในและภายนอกให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้า อาจจะสังเกตได้ว่าเมื่อชาวญี่ปุ่นไปศาลเจ้า ก่อนจะเข้าไปต้องชำระล้างมือล้างปากเสียก่อน เพราะความสะอาดกายถือเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาดใจด้วย ในส่วนของความรักชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในแนวคิดต่อพระเจ้าจักรพรรดิว่าเป็นเชื้อสายโดยตรงจากพระอาทิตย์ เป็นเผ่าพันธุ์ของเทพเจ้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงรักชาติมาก พยายามสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติ และพยายามถนอมชาติของตนไว้อย่างดี


แต่ในขณะเดียวกันด้วยการที่คนญี่ปุ่นเป็นคนรักชาติ รักบรรพบุรุษของตนอย่างยิ่ง ทำให้ศาสนาชินโตกลายเป็นบ่อเกิดลัทธิชาตินิยมดังที่เห็นได้จากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะศาสนาชินโตยกย่องความกล้าหาญ ให้กล้าหาญที่จะมีชีวิตอยู่และไม่กลัวตาย เมื่อเป็นเช่นนี้ความขี้ขลาดซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความกล้าหาญจึงถือเป็นความชั่วและความขี้ขลาดถือว่าเป็นบาปใหญ่ ชินโตให้คุณค่าเรื่องการเคารพและซึื่อสัตย์ภักดีต่อบรรพบุรุษ จักรพรรดิ ชาติ ความกล้าหาญ ไม่กลัวตาย ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เกิดลัทธิหรือแนววัฒนธรรมหนึ่งขึ้นมาในสังคมญี่ปุ่นเรียกว่า ลัทธิบูชิโด ซึ่งเป็นวินัยของนักรบในกลุ่มชาวญี่ปุ่น

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ศาสนาชินโตอาจฝังรากลึกด้านแนวคิดและจริยธรรมแก่คนญี่ปุ่นมากมาย ซึ่งแท้จริงแล้วเป้าหมายของชินโตอาจจะเป็นการสร้างความปรองดอง ความสามัคคคีมากกว่าที่จะเป็นการแข่งขันและแบ่งแยกกัน





ที่มาภาพ : https://www.kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=12604

ที่มาบทความ : Dek-Southeast Asia