หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิว แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563

หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย (Review)

ภาพ : National Archives of Australia     

     สวัสดีทุกคนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกการรีวิวแหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญของประเทศออสเตรเลีย กับสถานที่ที่มีชื่อว่า หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย (National Archives of Australia) ก่อนอื่นเราจะมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับประวัติความเป็นมาแบบสั้นๆของหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย

    หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย ถูกก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1944 ภายใต้สังกัดของหอสมุดแห่งชาติออสเตรเลียโดยมีชื่อเดิมคือ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ต่อมาก็ได้แยกตัวออกจากสำนักหอสมุดแห่งชาติประเทศออสเตรเลียในเดือนมีนาคม 1997 และภายหลังได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น หอจดหมายเหตุออสเตรเลีย ในปี1975 ต่อมาในปี 1983 ก็ได้รับการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายเพื่อเครือจักรภพในครั้งแรก ร่วมกับหอสมุดของออสเตรเลียที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับจดหมายเหตุ และในเดือนกุมภาพันธ์ 1998 หน่วยงานแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


นอกจากจะมีสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่แคนเบอร์ราในเมืองหลวงของออสเตรเลียแล้วยังมีสำนักงานและห้องอ่านหนังสือในแต่ละเมืองหลวงของรัฐ ได้แก่


South Australia - Adelaide ออสเตรเลียใต้ - แอดิเลด


Queensland - Brisbane ควีนส์แลนด์ - บริสเบน


Northern Territory - Darwin ดินแดนทางเหนือ - ดาร์วิน


Tasmania - Hobart แทสมาเนีย - โฮบาร์ต 


Victoria - Melbourne วิกตอเรีย - เมลเบิร์น


Western Australia - Perth ออสเตรเลียตะวันตก - เพิร์ธ


New South Wales - Sydney นิวเซาท์เวลส์ – ซิดนีย์




ขอบเขตของหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย


   หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย ถือเป็นความทรงจำของประเทศออสเตรเลีย

ซึ่งได้มีการจัดเก็บรักษาบันทึกสำคัญของรัฐบาลออสเตรเลียไว้อย่างปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหลักฐานการตัดสินใจและการกระทำของรัฐบาล เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้  บันทึกของหอจดหมายเหตุมีหน้าที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในประเทศ รำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตให้มีสำนึกร่วมและช่วยปกป้องประชาธิปไตยของประเทศ

หน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย

หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลียมีหน้าที่เก็บรักษาเอกสารสำคัญของรัฐบาลออสเตรเลียจากประวัติศาสตร์ของประเทศโดยส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงเอกสารเหล่านี้

ที่นี่เก็บเอกสารไว้ทุกอย่างตั้งแต่ตัวบทกฎหมายของรัฐบาลไปจนถึงพิมพ์เขียวและใบยื่นขอจดสิทธิบัตรต่างๆ ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร รวมถึงนิทรรศการพิเศษ การอบรมให้ความรู้ และการบรรยายพิเศษที่จัดขึ้นเป็นประจำ


บุคลากร/ผู้นำ 

   ปัจจุบัน หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลียมีบุคลากรที่ดำเนินงานประมาณ 404 คน โดยมี David Fricker ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย





บริการของหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย


   หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย มีบริการห้องอ่านหนังสือเพื่อศึกษาหาความรู้  มีระบบการค้นหาออนไลน์ก่อนที่จะมาใช้บริการยังมีบริการสั่งจองเอกสารเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงบันทึกทางการทหาร ข้อมูลลับที่ได้รับการเปิดเผยแล้ว แบบฟอร์มการเข้าและออกประเทศ รวมถึงเอกสารอื่นๆ  นอกจากนี้หอจดหมายเหตุแห่งนี้ยังมีนิทรรศการหมุนเวียนตลอดทั้งปีที่นำเสนอหัวข้ออันหลากหลายตั้งแต่แฟชั่น มานุษยวิทยา ไปจนถึงการเมือง เป็นต้น


   

เยี่ยมชมหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย

    ความน่าสนใจที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย คือโซน Federation Gallery ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการก่อตั้งประเทศออสเตรเลีย มีการรวบรวมบันทึกเหตุการณ์เป็นเอกสารและการตัดสินใจที่ก่อตั้งประเทศ การจัดทำเอกสารของผู้ว่าการรัฐ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี มีเอกสารคณะรัฐมนตรี ไฟล์ค่าคอมมิชชัน และบันทึกแผนกต่างๆเกี่ยวกับการป้องกันการเข้าเมืองการรักษาความปลอดภัย รวมถึงข่าวกรองการแปลงสัญชาติและปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลออสเตรเลีย ตลอดจนภาพถ่ายและข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทรงอิทธิพล สิ่งประดิษฐ์ และเหตุการณ์ต่างๆ


   ถัดไปเป็นโซน Discovering Mildenhall’s Canberra เป็นจุดชมภาพถ่ายที่ถ่ายโดย W.J. Mildenhall ช่างภาพที่ได้รับหน้าที่ให้บันทึกเหตุการณ์การก่อสร้างเมืองหลวง ผนังของ Faces of Australia แสดงภาพถ่ายประชาชนจากทั่วประเทศในยุคเฟื่องฟูหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พักจิบกาแฟที่คาเฟ่ซึ่งมีการจัดแสดงเกี่ยวกับหนังสือที่เคยถูกห้ามเผยแพร่ในออสเตรเลียอีกด้วย




RMP กับความจำเป็นต่อองค์กร 

    หอจดหมายเหตุออสเตรเลีย นับเป็นส่วนหนึ่งของ RMP (Records Management Programe) ในฐานะที่ทำหน้าที่ในการเก็บรักษาเอกสารต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นไปของชาติบ้านเมืองทุกด้าน เช่น การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยอยู่ในหลายรูปแบบ อาทิ เอกสารลายลักษณ์ ภาพถ่าย แผนที่ แบบแปลน วีดิทัศน์ ทั้งนี้เอกสารเหล่านี้ ยังคงมีคุณค่าอย่างต่อเนื่องในการเป็นหลักฐานอ้างอิงการดำเนินงาน ของผู้ผลิตเอกสาร และเป็นหลักฐานในการเป็นข้อมูลเพื่อศึกษาค้นคว้าวิจัยต่างๆด้วย  

    หากไม่มี RMP (Records Management Programe) ที่ทำหน้าที่ดังข้างต้น ในปัจจุบันหรืออนาคตเอกสารหรือของโบราณทุกชิ้นที่มีคุณค่าเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นแค่แผ่นเอกสารที่เปล่าประโยชน์และไร้คุณค่า ผู้คนอาจจะไม่รู้ถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมาของบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือการศึกษาของประเทศ เพราะเอกสารทุกฉบับล้วนมีคุณค่าและความสำคัญต่อประเทศชาติทั้งสิ้น



Cr. google map




ที่อยู่ : National Archives ,Kings

Avenue, Parkes ACT 2600


พิกัด : https://goo.gl/maps/RLxMW7oqmdXLketB6











   หอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย  ตั้งอยู่ที่ ควีนวิกตอเรียเทอร์เรซ  ใกล้กับรัฐสภาเก่า มีบริการที่จอดรถฟรี 2 ชั่วโมง หรือสามารถใช้ที่จอดรถแบบคิดค่าบริการที่ Federation Mall สำหรับผู้ที่วางแผนจะเข้ามาใช้บริการเป็นเวลานาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอจดหมายเหตุ


เวลาทำการ : เปิด 9.00 น. ถึง 17.00 น. ปิดวันหยุดราชการ


อินเทอร์เน็ตไร้สาย : Wi-Fi ฟรี
ที่จอดรถ : มีที่จอดรถจักรยานยนต์และที่จอดรถสำหรับผู้พิการ ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่เครื่องขายตั๋ว มีบริการรถบัสและรถแท็กซี่ที่จุดรับบริการที่ด้านหน้าอาคาร



สำหรับการรีวิวการพาเยี่ยมชมหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่สำคัญของประเทศออสเตรเลียต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกการรีวิวในครั้งนี้ และหากใครที่ได้ไปที่ประเทศออสเตรเลียก็ขอฝากหอจดหมายเหตุแห่งชาติออสเตรเลีย สถานที่แห่งนี้ไว้เป็นอีกหนึ่งการเยี่ยมชมของทุกท่าน และหากคณะผู้เขียนได้หาข้อมูลหรือให้ข้อมูลผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ แล้วพบกันใหม่กับการรีวิวในครั้งต่อไป ขอบคุณค่ะ









อ้างอิงภาพ : https://www.expedia.co.th/National-Archives-Of-Australia-Capital-Hill.d6086765.Place-To-Visit


อ้างอิงบทความ : 

https://en.wikipedia.org/wiki/National_Archives_of_Australia


https://trove.nla.gov.au/?q=



https://www.naa.gov.au/



บทความโดย : นันทนา  หนาซุย,สไมพร อุทัยเรือง,เอเซีย พงษ์สุวรรณ






วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

“ มข. มหาวิทยาลัยแห่งความสุข ”


“ มข. มหาวิทยาลัยแห่งความสุข ”

กลุ่ม มข.มหาวิทยาลัยแห่งความสุข ได้พูดถึงความสุขในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยแบ่งออกเป็นสุขจากสิ่งแวดล้อม สุขจากอาหาร และสุขจากกิจกรรม ในส่วนนี้จะขอกล่าวถึงความสุขจากสิ่งแวดล้อมตามสถานที่ต่างๆ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ตรงจากผู้เขียนแต่ละคนตลอดของการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะเมื่อได้พบความสุขจากที่นี่ เราก็อยากจะแบ่งปันให้ทุกคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความสุขในที่แห่งนี้ด้วยกัน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 7 สร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่

จากแผนยุทธศาสตร์การบริหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2563 - 2566 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 7 สร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ ด้านกลยุทธ์ที่ 3 Aesthetic environment กล่าวถึงการสร้างสุนทรียภาพให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตและการเรียนรู้ เพื่อทำให้มหาวิทยาลัยที่นอกจากจะเป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้แล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย มีความสุข และน่าอยู่อาศัยอีกด้วย โดย Aesthetic zone ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดให้มีลานกิจกรรมในด้านต่างๆ และให้แต่ละโซนมีจุดเด่นและสิ่งดึงดูดของโซนนั้น เช่น 

ด้านสังคมวัฒนธรรมและดนตรีพื้นถิ่น  ที่บริเวณบึงสีฐานโดยสามารถแบ่งออกได้เป็นหอศิลปวัฒนธรรม ลานวัฒนธรรม (ลานหน้าหอศิลป์) คุ้มสีฐาน เวทีกลางแจ้ง (อัฒจรรย์) และพุทธศิลป์สถาน (อาคารพุทธศิลป์) 






ด้านการออกกำลังกาย   ที่บริเวณถนนเส้นหลักของมหาวิทยาลัยและสวนร่มเกล้ากาลพฤกษ์(สระพลาสติก) นอกจากนี้ยังมีที่บริเวณบึงสีฐาน และสนาม 50 ปีอีกด้วย 







ด้านกิจกรรมของนักศึกษา   ที่บริเวณสวนข้างศูนย์อาหาร เวทีองค์การนักศึกษาเก่า และเวทีองค์การนักศึกษาใหม่ 
ด้านงานศิลปะของนักศึกษา   ที่บริเวณลานด้านข้างคณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นต้น โดยนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ บุคคลากรต่างๆ หรือประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้บริการในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยได้ ไม่ว่าจะมาวิ่ง ออกกำลังกาย เดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจ คลายเครียดจากการทำงาน หรือมาร่วมงาน 

กิจกรรมสร้างสุขของแต่ละเดือน
กิจกรรมดีๆที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยขอนแก่นในเดือนต่างๆ เช่น งานเกษตร งานบุญข้าวจี่ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง งาน Art lane ถนนศิลปะ ฯลฯ ซึ่งจากตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของ มข.ที่กล่าวว่า “ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีปณิธานที่จะมุ่งสร้างความสุขให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งนักเรียน นักศึกษา บุคลากร ประชาชนในท้องถิ่น…” 

มกราคม  -งานเกษตรประจำปี
กุมภาพันธ์  -บุญข้าวจี่/ชมม่ายแพรชมพู
มีนาคม  -ชมดอกคูณผลิบาน
เมษายน  -ประเพณีสงกรานต์/ Art Lane ถนนศิลปะ
กรกฎาคม  -ต้อนรับน้องใหม่สู่รั้ว มข.
สิงหาคม  -สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์
พฤศจิกายน  -ประเพณีวันลอยกระทง
ธันวาคม  -ยินดีและอำลามอดินแดง





อ้างอิงบทความ : กองบริหารงานยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://plan.kku.ac.th/pln2011/admin/mcontent_dsp.php?cid=783

บทความโดย :  วลักษณ์กมล คงชอบ ,วรรัชต์ โพนะทา ,นันทนา หนาซุย ,สไมพร อุทยัเรือง ,อาภาศิริ พจนา            
ภาพโดย  :  วลักษณ์กมล คงชอบ   

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559




ศิลปะการแสดงโขนไทย
ที่มาภาพ : เพจ ASEAN มอง ไทย

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันหลากหลายและทรงคุณค่าของชนชาติไทยเหล่านี้ ล้วนกำเนิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ โดยได้มีการพัฒนา สั่งสม ปรับประยุกต์ไปตามกาลเวลา กระทั่งกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ซึ่งถูกสืบทอดมายังคนรุ่นหลังให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย

ความหมายของ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 มาตรา 3 ให้ความหมายว่า ความรู้ การแสดงออก การประพฤติปฏิบัติ หรือทักษะทางวัฒนธรรมที่แสดงออกผ่านบุคคล เครื่องมือ หรือวัตถุ ซึ่งบุคคล กลุ่มบุคคล หรือชุมชนยอมรับและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีการสืบทอดกันมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งโดยอาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน 

โขน
ที่มาภาพ : https://hilight.kapook.com/view/151099

 การประกาศขึ้นทะเบียนพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมีความสำคัญต่อคนในสังคมและประเทศชาติ ดังนี้

1.       มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นสมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้มีการสร้างสรรค์และสืบทอดในชุมชนจากคนรุ่นหนึ่งมายังอีกรุ่นหนึ่ง จึงควรค่าแก่การรักษาไว้
2.       การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงกระแสการพัฒนาของโลก ได้ส่งผลให้มรดกทางวัฒนธรรมของไทยหลายอย่างกำลังจะสูญหายไป การประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คนไทยภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนและช่วยกันปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติให้คงอยู่สืบไป
3.       การนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไปใช้ในทางที่บิดเบือนไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมต้องเสื่อมสูญไป ดังนั้นการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติจึงเป็นส่วนสำคัญการปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
4.       มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ช่วยสร้างอัตลักษณ์ของคนในชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ให้มีความเข้มแข็ง มีปฏิสัมพันธ์ และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขบนพื้นฐานของวัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละกลุ่มชน
5.       มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมช่วยในการอธิบายกำเนิดอัตลักษณ์ของกลุ่มชนและพิธีกรรมต่างๆ

ผ้าทอมือ
ที่มาภาพ :https://hilight.kapook.com/view/151099
เครื่องบูชาอย่างไทย
ที่มาภาพ : https://hilight.kapook.com/view/151099

ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งเสริมและรักษา ตามมาตรา
4 จะต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1.       วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา
2.       ศิลปะการแสดง
3.       แนวทางปฏิบัติทาสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล
4.       ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล
5.       งานช่างฝีมือดั้งเดิม
6.       การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว
7.       ลักษณะอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง




ชุดรดน้ำดำหัว
ที่มาภาพ : https://hilight.kapook.com/view/151099

มวยคาดเชือก
ที่มาภาพ : https://hilight.kapook.com/view/151099


ปี พ.ศ. 2552 กระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นปีแรก สำหรับในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ปี พ.ศ. 2559  กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการผ่านการพิจารณากลั่นกรองตามหลักเกณฑ์ ซึ่ง คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ พิจารณาให้ความเห็นชอบการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กำกับ ติดตามและประเมินผลการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อคุ้มครอง ป้องกันไม่ให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนไว้เกิดความเสียหาย โดยมีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ประเพณีสงกรานต์
ที่มาภาพ : https://hilight.kapook.com/view/151099

ตามมาตรา 5 คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  

ตามมาตรา 6 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้รับการแต่งตั้งจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ดังนี้

1.       ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์
2.       ไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
3.       ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
4.       ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถูกเลิกจ้างจากหน่วยงานของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่
5.       ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

หนังใหญ่
ที่มาภาพ : https://hilight.kapook.com/view/151099

การประกาศการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม นับเป็นหนทางหนึ่งในการปกป้องคุ้มครองและเป็นหลักฐานสำคัญของคนไทยที่ประกาศความเป็นเจ้าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ในขณะที่ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่จะคุ้มครองอย่างชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องมีการเสนอรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จากชุมชนหรือแหล่งปฏิบัติที่มีการสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมวัฒนธรรมโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะพิจารณาข้อมูลที่มีการจัดเก็บและสำรวจจากท้องถิ่น และการพิจารณาคัดเลือกกลั่นกรองตามกระบวนการขั้นตอนและหลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ประเพณีแห่เทียนพรรษา
ที่มาภาพ : https://hilight.kapook.com/view/151099

ทั้งนี้ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนของชาตินั้นเป็นทั้งรายการที่มีลักษณะเฉพาะในชุมชน ท้องถิ่น ที่เสี่ยงต่อการสูญหายใกล้ ขาดผู้สืบทอด หรือเป็นรายการที่ยังมีผู้สืบทอดและปฏิบัติอยู่ รวมทั้งรายการที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนและมีการปฏิบัติสืบทอดโดยทั่วไปหรืออย่างกว้างขวาง  การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อให้การทำงานมีความชัดเจนครอบคลุมไปสู่ระดับจังหวัด ระดับชาติ จนถึงระดับนานาชาติ เพื่อช่วยกันรักษาสืบทอดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมเพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้นำมาศึกษาเรียนรู้ต่อไป





บทความโดย :
Dek-South East Asia


วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562

iTalk4 : Beyond mindset, get growth together (Review)




เครดิตภาพ : iSchoolKKU


iTalk4 : งานเสวนาสร้างสรรค์สำหรับคนพันธุ์ใหม่
“ Beyond mindset, get growth together  : ก้าวไปข้างหน้าด้วยความคิดที่เหนือกว่า ”



เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ “ข้อมูล” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลนั้น ส่งผลต่อความเป็นอยู่และความเป็นไปขององค์กรและภาคธุรกิจทั่วโลก ซึ่งนับวันยิ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เครดิตภาพ : iSchoolKKU

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562 โครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ (iSchool KKU) ได้จัด iTalk4: งานเสวนาสร้างสรรค์สำหรับคนพันธุ์ใหม่ ภายใต้หัวข้อ “ Beyond mindset, get growth together : ก้าวไปข้างหน้าด้วยความคิดที่เหนือกว่า ” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล อดีต Data Scientist จาก Facebook และผู้ก่อตั้ง Skooldio บริษัทด้านเทคโนโลยีและเชี่ยวชาญการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษาสมัยใหม่  

ดร.วิโรจน์ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจในองค์กรขนาดใหญ่อย่าง Google, Facebook, Amazon รวมถึงแนวคิดการสร้าง Growth Mindset ซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญสำหรับคนทำงานและองค์กรต่างๆ ที่อยากปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในโลกยุคนี้และในอนาคต  ในงานเสวนาครั้งนี้เริ่มด้วยสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นอย่างมากนั่นคือ Data Science


Data Science คืออะไร ? 

ทำไมคนถึงพูดถึงกันเยอะ สำคัญอย่างไรต่อองค์กรและโลกธุรกิจ ในปัจจุบันมีคนนิยามและพูดถึง Data Science เอาไว้หลากหลายและเป็นเรื่องยากที่จะหานิยามหรือความหมายที่จำเพาะเจาะจงได้ แต่หากลองสรุปจากหลายๆ ที่จะได้ความหมายว่า ศาสตร์แห่งการเก็บและเปลี่ยนแปลงข้อมูลซึ่งนำไปสู่ความรู้

“…ข้อมูลจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อนำมากลั่นกรองและถูกประมวลผลเป็นสารสนเทศ ก็จะสร้างมูลค่าและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและภาคธุรกิจมากขึ้น…” 

ดร.วิโรจน์ได้กล่าวไว้ ดังนั้น Data Science ถือว่าเป็นเทรนด์ของโลกที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ปริมาณข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่บนโลกใบนี้ช่างมีขนาดมหาศาลและเติบโตอย่างก้าวกระโดด องค์กรใดที่มี Big Data และสามารถวิเคราะห์ จัดการข้อมูล ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ องค์กรนั้นย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน 
เครดิตภาพ : iSchoolKKU


อีกประเด็นที่น่าสนใจที่ ดร.วิโรจน์ ได้พูดถึงในงานนี้คือ แนวคิดการสร้าง Growth Mindset การที่หลายองค์กรและภาคธุรกิจพยายามหยิบยกเอา Big Data มาใช้ประโยชน์นั้น โดยพื้นฐานทั่วไปสามารถเปลี่ยน Data เพื่อนำมาใช้งานได้ 3 รูปแบบ ได้แก่

1) เปลี่ยน Data ให้เป็น Metric หรือยอดตัวเลขต่างๆ เพื่อให้องค์กรสามารถวัดผลสิ่งที่ทำไปแล้วได้ เมื่อวัดผลได้ก็สามารถปรับปรุงสิ่งที่ทำแล้วไม่ดีหรือไม่เหมาะได้

2) เปลี่ยน Data เป็น Insight
เป็นการต่อยอดจากการวัดผล เป็นการวิเคราะห์สิ่งที่ทำมา เพื่อมองหาสิ่งที่จะทำต่อไป

3) เปลี่ยน Data เป็น Product ใหม่ๆ เพื่อขยายฐานของสินค้าหรือบริการ


เครดิตภาพ : MiND

นอกจากนี้คนพันธุ์ใหม่อย่างนักเรียน นักศึกษา คนในองค์กรหรือผู้ประกอบการทางธุรกิจในด้านต่างๆ สามารถเริ่มต้นเรียนรู้การใช้ Data ได้ดังนี้

1)      การหาสิ่งที่ชอบ  หัดฝึกฝนการตั้งคำถามให้ถูก ถึงจะเก็บและเลือกใช้ Data ได้อย่างเกิดประโยชน์

2)      การหาตัวช่วย เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยทำให้จัดการและเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

3)      การวางแผน เมื่อเรามีความเข้าใจในการใช้ข้อมูลแล้ว การวางแผนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สามารถประสานงานกับ Data Team ได้



เครดิตภาพ : MiND


เครดิตภาพ : MiND


ภาพรวมของโครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ (iSchool KKU) iTalk4: งานเสวนาสร้างสรรค์สำหรับคนพันธุ์ใหม่ ภายใต้หัวข้อ “ Beyond mindset, get growth together : ก้าวไปข้างหน้าด้วยความคิดที่เหนือกว่า ” นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้ทราบถึงความสำคัญของ Data Science ที่มีต่อการทำธุรกิจและองค์กรต่างๆ แล้วยังได้เรียนรู้แนวคิดการประมวลผลข้อมูลให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การปูพื้นความรู้และการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เราสามารถนำไปต่อยอดในการใช้งานได้จริง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เราสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถนำ “ข้อมูล” เหล่านั้นไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้าง “คุณค่า” ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจ วางแผน กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น





บทความโดย :

Dek-South East Asia