หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายระหว่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายระหว่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562

กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ

ที่มาภาพ : http://live.siammedia.org/index.php/news/usa-news/45191

กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ

ในอดีตการระงับข้อพิพาททางกฎหมายมีอยู่ 2 วิธีคือ การทำสงครามและสันติวิธี แต่ในปัจจุบันการระงับข้อพิพาทโดยการทำสงคราม ได้มีการห้ามไว้ในสนธิสัญญาปารีสฉบับปี 1928  โดยระบุถึงการยกเลิกการทำสงครามรุกรานและห้ามใช้สงครามเป็นตราศาลนโยบายแห่งชาติ เว้นแต่ในกรณีที่จะป้องกันตนเองเท่านั้น โดยวิธีการระงับข้อพิพาทในปัจจุบันที่เป็นที่ยอมรับกัน คือ การระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

      1.   การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีการที่ไม่มีลักษณะทางตุลาการ หรือ วิธีทางการทูต ซึ่งวิธีนี้รัฐสามารถเข้ามาระงับข้อพิพาทกันเองได้ โดยใช้วิธีการเจรจา การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม เป็นต้น
-การใช้วิธีเจรจา
-การไกล่เกลี่ย Mediation or Good Office  ฝ่ายที่สามเข้ามามีส่วนร่วม ข้อเสนอไม่ผูกพันกับข้อพิพาท ฝ่ายที่สาม (บุคคลหนึ่งคน หรือหลายบุคคล รัฐ หรือองค์การระหว่างประเทศ) เข้ามาเอื้ออำนวยให้คู่กรณีเจรจากันเพื่อระงับข้อพิพาท mediation มีนัยว่าฝ่ายที่สามเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาด้วย  ในขณะที่ good offices เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายที่สามพยายามจัดให้คู่กรณีเจรจากัน

-การประนีประนอม  Conciliation ผู้ประนีประนอมต้องเข้าร่วมด้วย แต่ต้องหาข้อเท็จจริง

2.  การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีการที่มีลักษณะทางตุลาการ หรือ วิธีศาล ในกรณีนี้สามารถทำได้  2 วิธี คือ การใช้อนุญาโตตุลาการในการตัดสิน และ การใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการตัดสิน


ที่มาภาพ : https://epthinktank.eu/tag/isds/

การใช้อนุญาโตตุลาการในการตัดสิน

การอนุญาโตตุลาการ เป็นวิธีการระงับข้อพิพาทวิธีหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความสมัครใจของคู่พิพาทตกลงกัน ให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกัน โดยคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จะมีผลผูกพันให้คู่พิพาทต้องปฏิบัติตาม สัญญาที่สามารถระงับได้โดยการอนุญาโตตุลาการ การทำสัญญานั้นไม่ว่าจะเป็นสัญญาด้านการค้าและการลงทุน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า สัญญารับเหงาก่อสร้าง สัญญาประกันภัย สัญญาเกี่ยวกับหุ้นส่วนบริษัท เป็นต้น หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น คู่สัญญาสามารถตกลงด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ โดยอาจทำเป็นข้อสัญญาหนึ่งในสัญญาหลักหรือเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการแยกต่างหากก็ได้ เมื่อมีข้อสัญญาแล้วคู่พิพาทก็ดำเนินการดำเนินข้อพิพาทได้ โดยอนุญาโตตุลาการที่ได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งต้องมีความอิสระและเป็นกลาง รวมถึงมีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

**กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน ISDS

โดยหลักการแล้วกลไกนี้มีไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติว่า เมื่อเขาเข้ามาลงทุนในประเทศของเราแล้ว รัฐบาลของเราจะไม่ไปรังแกเขา เมื่อเขามั่นใจมากขึ้นก็จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนจากสหภาพยุโรปหอบเงินลงทุนมาตั้งโรงงานในไทย ถ้าอยู่ๆ รัฐของเราไปเขา เขาก็สามารถไปฟ้องร้องได้ แต่เขาอาจจะไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของเราหรืออยากให้เรื่องจบเร็วๆ ก็ไปฟ้องผ่านกลไกล ISDS นี้ได้โดยไม่ต้องผ่านศาลไทยและไม่เสียเวลาด้วย ซึ่งวิธีการก็คือ การไปใช้อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่มีเงื่อนไขว่าการตัดสินใจของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด คู่กรณีต้องทำตามไม่ว่าผลนั้นจะเป็นอย่างไร โดยกลไกอนุญาโตตุลาการนี้จะเป็นการตัดสินใจของคนสามคน ประกอบด้วย นักลงทุน 1 คน รัฐบาล 1 คนและคนที่สามก็คือคนที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน ทั้งสามคนนี้จะเป็นผู้ตัดสิน โดยประชุมลับกัน ศึกษาตัวสัญญา แล้วตัดสินว่ารัฐบาลผิดหรือไม่ และถ้าผิดแล้วจะต้องถูกลงโทษอย่างไร จ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่


ที่มาภาพ : http://popcornfor2.com/content/เปิดคำแถลงด้วยวาจาของกัมพูชาต่อศาลโลก-คดีปราสาทพระวิหาร-news-31777

การใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการตัดสิน

ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก จัดตั้งขึ้นโดยกฎบัตรสหประชาชาติ มีเขตอำนาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในศาลรัฐธรรมนูญระหว่างประเทศ โดยมีหน้าที่
1.       ตัดสินคดีข้อพิพาทระหว่างรัฐบาล รัฐภาคี ที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติหรือ UN และเป็นประเทศที่ยอมรับอำนาจของศาลโลก
2.       การวินิจฉัย ตีความและให้คำปรึกษา ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายให้แก่องค์การระหว่างประเทศที่ยอมรับอำนาจของศาลโลก

       การเข้ามามีบทบาทของศาลโลก ศาลโลกจะเข้ามามีบทบาทเมื่อเกิดข้อพิพาทตั้งสองประเทศขึ้นไป ยกตัวอย่างเรื่องข้อพิพาทของดินแดนและอาณาเขตของรัฐ การละเมิดอำนาจของรัฐ เช่น กรณีข้อพาทปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทย-กัมพูชา โดยข้อพิพาทนี้ได้นำขึ้นสู่ศาลโลกโดยได้รับคำยินยอมของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องยินยอมอำนาจของศาลให้เป็นผู้ตัดสินพิจารณาคดีนั้นก่อน ศาลจึงจะมีอำนาจในการพิจารณาตัดสินคดีนั้น และศาลโลกจะมีหน้าที่ในการพิจารณาเฉพาะเรื่องที่เป็นประเด็นระหว่างประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ศาลโลกยังมีอำนาจวินิจฉัยเพื่อให้ความเห็น เกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ผลของคำวินิจฉัยของศาลโลก ย่อมมีผลผูกพันกับคู่พิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นที่พิพาทนั้นและถือเป็นที่สิ้นสุดโดยไม่มีการอุธรใดๆ








บทความโดย : Dek-South East Asia

กฎบัตรอาเซียน


ที่มาภาพ : http://aec-business.blogspot.com/2013/06/asean-charter.html


กฎบัตรอาเซียน

     เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน ประมวลสิ่งที่ถือเป็นค่านิยม หลักการ และแนวปฏิบัติในอดีตของอาเซียนมาประกอบกันเป็นข้อปฏิบัติอย่างเป็นทางการของประเทศสมาชิก ปรับปรุงแก้ไขและสร้างกลไกใหม่ขึ้น พร้อมกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่สำคัญในอาเซียนตลอดจนความสัมพันธ์ในการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้  ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน


โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎบัตรอาเซียน
•          กฎบัตรอาเซียน ประกอบด้วยบทบัญญัติ 13 หมวด 55 ข้อ ได้แก่
•          หมวดที่ 1   ความมุ่งประสงค์และหลักการของอาเซียน
•          หมวดที่ 2   สภาพบุคคลตามกฎหมาย
•          หมวดที่ 3   รัฐสมาชิก ( ว่าด้วย สิทธิและพันธกรณีของรัฐสมาชิก และการรับสมาชิกใหม่)
•          หมวดที่ 4   โครงสร้างองค์กรของอาเซียน (ว่าด้วยการประชุมสุดยอด / คณะมนตรีประสานงานอาเซียน / คณะมนตรีอาเซียน / เลขาธิการอาเซียน / คณะกรรมการผู้แทนถาวรอาเซียน/สำนักงานเลขาธิการอาเซียน/ องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน และมูลนิธิอาเซียน)
•          หมวดที่ 5   องค์กรที่มีความสัมพันธ์กับอาเซียน
•          หมวดที่ 6   การคุ้มกันและเอกสิทธิ์ของอาเซียน  (ของเลขาธิการ/ของผู้แทนถาวร/ของพนักงาน สนง.อาเซียน)
•          หมวดที่ 7   กระบวนการตัดสินใจ (เกี่ยวกับการปรึกษาหารือ / การได้มาซึ่งฉันทามติ)
•          หมวดที่ 8   การระงับข้อพิพาท
•          หมวดที่ 9   งบประมาณและการเงิน
•          หมวดที่ 10 การบริหารและขั้นตอนการดำเนินงานของอาเซียน (ประธานอาเซียน/บทบาทของประธาน / ภาษาที่ใช้ /พิธีการทูต)
•          หมวดที่ 11 อัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของอาเซียน (คำขวัญ / ธงอาเซียน / ดวงตราอาเซียน / วันอาเซียน / เพลงอาเซียน)
•          หมวดที่ 12 ความสัมพันธ์กับภายนอก ( การสัมพันธ์กับภาคีต่างๆ / กับคณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สาม / กับคณะกรรมการอาเซียนในองค์การระหว่างประเทศ / กับองค์การสหประชาชาติ / กับประเทศอื่นๆ)
•          หมวดที่ 13 บทบัญญัติทั่วไปและบทบัญญัติสุดท้าย (เกี่ยวกับการลงนาม / การให้สัตยาบัน / การแก้ไข / การตีความ / สินทรัพย์ของอาเซียน)



ที่มาบทความ : http://www.mfa.go.th/asean/contents/files/asean-media-center-20121203-180519-958411.pdf

อาเซียน : ในฐานะองค์การระหว่างประเทศ


ที่มาภาพ : https://www.matichon.co.th/foreign/news_1521944



อาเซียน เป็นองค์การระหว่างประเทศ เนื่องจากว่าอาเซียนมีฐานะที่เรียกว่า ผู้ทรงสิทธิระหว่างประเทศ โดยผู้ทรงสิทธิระหว่างประเทศ คือ บุคคลที่ได้รับการรับรองว่ามีสภาพบุคคลในทางระหว่างประเทศมีความสามารถที่จะถือสิทธิและมีหน้าที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ตามกฎบัตรอาเซียน ข้อ 3 สภาพบุคคลตามกฎหมายของอาเซียน ในฐานะองค์การระหว่างประเทศในระดับรัฐบาล ได้รับสภาพบุคคลตามกฎหมายโดยกฎบัตรนี้ ซึ่งผลของการมีสภาพบุคคลในทางระหว่างประเทศ ประกอบด้วย

1) สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ  ตามกฎบัตรอาเซียน ข้อ 42 ผู้ประสานงานกับคู่เจรจา ในฐานะผู้ประสานงานประเทศ ให้รัฐสมาชิกผลัดกันรับผิดชอบในภาพรวม สำหรับการประสานงานและส่งเสริมผลประโยชน์ของอาเซียนใน
ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

2) ความสามารถในการเรียกร้องประโยชน์จากสิทธิ  ตามกฎบัตรอาเซียน หมวดที่ 8 การระงับข้อพิพาท

3) มีความสามารถในแง่นิติสัมพันธ์ ตามกฎบัตรอาเซียน หมวดที่ 12 ความสัมพันธ์ภายนอก
ข้อ 41 การดำเนินความสัมพันธ์ภายนอก  อาเซียนต้องพัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์มิตร และช่องทางเจรจา ความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน กับนานาประเทศ อาเซียนต้องยึดมั่นในความมุ่งประสงค์และหลักการที่วางไว้ในกฎบัตรนี้
ข้อ 42 ผู้ประสานงานกับคู่เจรจา ในฐานะผู้ประสานงานประเทศ ให้รัฐสมาชิกผลัดกันรับผิดชอบในภาพรวมสำหรับการประสานงานและส่งเสริมผลประโยชน์ของอาเซียนในความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา องค์การและสถาบันระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
ข้อ 43 คณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สามและองค์การระหว่างประเทศ คณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สามอาจจัดตั้งขึ้นในประเทศที่มิใช่สมาชิกอาเซียน ประกอบด้วยหัวหน้าคณะผู้แทนทางทูตของรัฐสมาชิกอาเซียน คณะกรรมการในลักษณะเดียวกันอาจจัดตั้งขึ้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์การระหว่างประเทศต่างๆ คณะกรรมการ เช่นว่าต้องส่งเสริมผลประโยชน์และอัตลักษณ์ของอาเซียนในประเทศเจ้าภาพและองค์การระหว่างประเทศ
ข้อ 44 สถานภาพของภาคีภายนอก ในการดำเนินความสัมพันธ์ภายนอกของอาเซียน ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอาจมอบสถานภาพอย่างเป็นทางการให้แก่ภาคีภายนอกในฐานะประเทศคู่เจรจา ประเทศคู่เจรจาเฉพาะสาขา หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ผู้สังเกตการณ์พิเศษ ผู้ได้รับเชิญ หรือสถานภาพอื่นที่อาจจัดตั้งขึ้นต่อไป
ข้อ 45 ความสัมพันธ์กับระบบสหประชาชาติและองค์การและสถาบันระหว่างประเทศอื่น อาเซียนอาจขอสถานภาพที่เหมาะสมกับระบบสหประชาชาติ รวมทั้งกับองค์การและสถาบันระดับอนุภูมิภาค ระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศอื่น
ข้อ 46 การรับผู้แทนของรัฐที่มิใช่สมาชิกอาเซียน รัฐที่มิใช่สมาชิกอาเซียนและองค์การระหว่างประเทศในระดับรัฐบาลที่เกี่ยวข้องอาจแต่งตั้งและส่งเอกอัครราชทูตเป็นผู้แทนประจำอาเซียน ให้ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการรับผู้แทน


บทความโดย : Dek-South East Asia


ติมอร์-เลสเต กับการเป็นสมาชิกอาเซียน

ที่มาภาพ : https://aseanwatch.org/2019/10/04/ติมอร์-เลสเตกับอาเซียน-2562/



หลังจากที่ติมอร์เลสเต หรือติมอร์ตะวันออก แยกตัวเป็นอิสระจากอินโดนีเซียเมื่อปี 1999 และได้ยื่นเอกสารคำร้องเป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ของอาเซียนต่างสนับสนุนให้ติมอร์เลสเตเข้าร่วม แต่ก็ยังอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เพราะยังมีบางประเทศที่ยังสงวนท่าทีไม่ยอมรับให้เข้าร่วม ถึงแม้ว่าติมอร์เลสเตจะผ่านเกณฑ์การเข้าเป็นสมาชิกใหม่ตามหมวดที่ 3 มาตรา 6 ของกฎบัตรอาเซียนในเรื่องการรับสมาชิกใหม่ คือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การตกลงที่จะผูกพันและเคารพกฎบัตรนี้ ตลอดจนมีความกระตือรือร้นอย่างมากในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของอาเซียน แต่ติมอร์-เลสเตต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการที่ยังไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนได้ เพราะตามที่กฎบัตรอาเซียนได้ระบุถึงหลักเกณฑ์ที่ติมอร์เลสเต ยังไม่มีนั่นคือ การยอมรับโดยสมาชิกอาเซียนทั้งปวง (บางประเทศสมาชิกไม่ยอมรับ) ซึ่งก็มีเหตุผลดังต่อไปนี้

แผนที่ประเทศติมอร์-เลสเตม
ที่มาภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศติมอร์-เลสเต#/media/ไฟล์:LocationEastTimor.svg


ชาติอาเซียนบางประเทศเห็นว่าติมอร์-เลสเตนั้นยังไม่มีศักยภาพมากพอที่จะดำเนินภารกิจในกรอบของอาเซียนได้ อาทิ การจ่ายค่าส่วนกลางสำหรับการบริหารกิจการอาเซียน การจัดประชุมสุดยอดในฐานะประธานอาเซียน และการฝึกซ้อมทางทหารกับชาติมหาอำนาจ เป็นต้น การที่ติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่มีประชากรเพียงแค่ 1 ล้านคน และมี GDP เพียงแค่ 2,900 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ทำให้ชาติอาเซียนบางประเทศไม่มั่นใจว่าติมอร์-เลสเตจะสามารถปฏิบัติตามภารกิจของอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้องใช้บุคลากรและงบประมาณเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านช่องว่างของระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างติมอร์-เลสเตกับชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อันจะส่งผลให้เกิดการชะลอการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค สำหรับติมอร์-เลสเตนั้นมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund)ซึ่งรายได้หลักมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ อันมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า และรายได้ดังกล่าวอาจจะเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญของอาเซียนในการเสริมสร้างการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้งการรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกจะเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและหมุดหมายความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียน ที่แสดงให้เห็นว่าอาเซียนมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค รวมถึงในกรณีที่อินโดนีเซียสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านที่เคยมีความขัดแย้งและได้แยกตัวเป็นเอกราชออกไปแห่งนี้


บทความโดย : Dek-South East Asia

กฎหมายระหว่างประเทศ กับ องค์การระหว่างประเทศ


ที่มาภาพ : http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaihippy/page92


บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ

ตามข้อ 38 ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่

1) สนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นตราสารที่เกิดจากความตกลงยินยอมของรัฐต่างๆ ผูกพันเฉพาะรัฐที่แสดงเจตนาเข้าผูกพัน โดยการลงนามให้สัตยาบัน บรรดาอนุสัญญา ข้อตกลง (accord) ความตกลง (agreement) หรือ charter แม้มีชื่อเรียกต่างกัน แต่มีฐานะในทางกฎหมายระหว่างประเทศเท่าเทียมกัน
- การลงนามรับรอง ยังไม่ผูกพันรัฐ เป็นเพียงการยืนยันความถูกต้องหลังจากการเจรจา ต้องให้สัตยาบันจึงจะมีผลผูกพัน
- การภาคยานุวัตร เป็นการแสดงเจตนาเข้าเป็นภาคีหลังระยะเวลาการเปิดให้สัตยาบันของสนธิสัญญาสิ้นสุดลง
2) จารีตประเพณีระหว่างประเทศ เกิดจากการปฏิบัติของรัฐหลายรัฐเป็นช่วงระยะหนึ่งและเกิดเป็นแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย เช่น เขตเศรษฐกิจจำเพาะ, EIA
3) หลักกฎหมายทั่วไป เป็นหลักการหรือแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่มีไว้เพื่อผดุงความยุติธรรม ส่วนใหญ่นำมาจากกฎหมายภายใน แต่บางหลักก็เกิดขึ้นจากสังคมระหว่างประเทศ เช่น หลักห้ามแทรกแซงกิจการภายใน หลักไม่มีผู้ใดบังคับรัฐขึ้นศาลระหว่างประเทศได้ หากปราศจากความยินยอม

ที่มาภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน

     องค์การระหว่างประเทศ เป็นรูปแบบหนึ่งของกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐเป็นสถาบันที่มีลักษณะถาวร ต่อเนื่อง และสามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ โดยอาศัยกรอบการดำเนินงานที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่รัฐสมาชิกผู้ก่อตั้งมีเจตจำนง
การก่อตั้ง  ก่อตั้งโดยตราสารที่สะท้อนเจตจำนงของรัฐสมาชิกที่เป็นผู้กำหนดเนื้อหาอำนาจสิทธิหน้าที่ของรัฐสมาชิก ซึ่งมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบของสนธิสัญญา เช่น UN  EU หรือตราสารที่ก่อตั้งเป็นมติ เช่น OPEC ASEAN

ลักษณะขององค์การระหว่างประเทศ
-มีการรวมกลุ่มอย่างถาวรของรัฐ
-มีการแบ่งแยกอย่างเด็ดขาด ถึงจุดมุ่งหมายและอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์การระหว่างประเทศกับรัฐสมาชิก
-องค์การระหว่างประเทศมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างเอกเทศในระดับระหว่างประเทศมิใช่ระดับชาติ
-ขอบข่ายอำนาจขององค์การระหว่างประเทศเป็นไปตามตราสารก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศซึ่งแตกต่างไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การระหว่างประเทศ

อำนาจหน้าที่ มีหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์การ จะต้องไม่กระทำการเกินขอบอำนาจ โดยทั่วไปมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์ใช้บังคับควบคุมรัฐสมาชิก แต่ไม่อำนาจบังคับบัญชา ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศ
ผู้ทรงสิทธิในกฎหมายระหว่างประเทศ (บุคคลในทางระหว่างประเทศ) คือ บุคคลที่ได้รับการรับรองว่ามีสภาพบุคคลในทางระหว่างประเทศมีความสามารถที่จะถือสิทธิและมีหน้าที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ผลของการมีสภาพบุคคลในทางระหว่างประเทศ

1) สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ  ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 104 “องค์การฯจะมีความสามารถทางกฎหมายในดินแดนของรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติเท่าที่จำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่การงานขององค์การและเพื่อให้บรรลุตามความมุ่งประสงค์ขององค์การ” 
2) ความสามารถในการเรียกร้องประโยชน์จากสิทธิ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 34 การระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี และ ข้อ 96 การร้องขอศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมาย
3) มีความสามารถในแง่นิติสัมพันธ์
บุคคลธรรมดาเป็นผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ บุคคลธรรมดาเป็นผู้ทรงสิทธิที่ไม่ได้มีสิทธิตามระบบกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง แต่ที่มีภายใต้ความยินยอมของรัฐ สิทธิของบุคคลธรรมดาจึงมีจำกัด โดยมีสิทธิเรียกร้องได้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่ไม่มีสิทธิทำสนธิสัญญาหรือเรียกร้องโดยตรงในเวทีระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศกับกฎหมายภายใน
ในส่วนที่คล้ายคลึงกันคือเรื่องการยอมรับ
•          แต่ละประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศที่บรรดานานาอารยประเทศ (civilized nations) ยอมรับร่วมกันให้มีผลผูกพัน
ในส่วนการขัดกันของกฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศ
•          จะถือว่ากฎหมายใดมีลำดับศักดิ์สูงกว่ากันนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับระบบกฎหมายภายในของแต่ละประเทศที่กำหนดไว้ให้กฎหมายใดมีผลบังคับใช้ หรือกำหนดขั้นตอน กระบวนการปรับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ให้มีผลบังคับในประเทศของตน
•         ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากมีการขัดกันระหว่างกฎหมายในกับกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว จึงถือว่ากฎหมายระหว่างประเทศมีลำดับศักดิ์สูงกว่า

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1. ทฤษฎีทวินิยม กฎหมายระหว่างประเทศไม่มีผลบังคับโดยตรงภายในรัฐ จะมีผลภายในรัฐก็ต่อเมื่อรัฐได้ออกกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ประเทศไทย

2. ทฤษฎีเอกนิยม กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในเป็นหนึ่งเดียวกัน กฎหมายระหว่างประเทศใช้บังคับโตยตรงภายในรัฐได้ โดยไม่ต้องออกกฎหมายเพื่ออนุวัตรการ รัฐยอมรับว่าการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐนั้นยังต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศบางประการเช่นเดียวกัน  โดยที่รัฐไม่สามารถที่จะแสดงเจตจำนงหรือยกเว้นเป็นประการอื่นได้ เช่น กฎหมายเด็ดขาด กฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามการรุกราน การทำลายล้างเผ่าพันธุ์
*กฎหมายเด็ดขาดของกฎหมายระหว่างประเทศย่อมอยู่ในลำดับที่สูงกว่ากฎหมายภายในของรัฐ

ประเทศไทยยื่นสัตยาบันสารอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
ที่มาภาพ : http://humanrights.mfa.go.th/th/news/119/

อนุสัญญา/สนธิสัญญา/ความตกลง/ข้อตกลง มีผลผูกพันเฉพาะรัฐที่แสดงเจตนายอมเขาเป็นภาคี

องค์ประกอบของสนธิสัญญา
1.ข้อความตกลงยอมรับร่วมกัน สนธิสัญญาจะต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจไม่เกิดจากการข่มขู่หรือการฉ้อโกง
2.คู่ภาคี
3.พันธะผูกพันทางกฎหมาย

ขั้นตอนการทำสนธิสัญญา
1.การเจรจา ต้องมีลักษณะตามมาตรา 7 อนุสัญญากรุงเวียนนา และเข้าร่วมทำความตกลง
2.การลงนาม เป็นขั้นตอนการยอมรับตามข้อตกลงในสนธิสัญญา ลงนามย่อ,ลงนามเต็ม
3.การให้สัตยาบัน ถือเป็นขั้นตอนการยอมรับครั้งสุดท้ายและเกิดผลสมบูรณ์ให้รัฐภาคีผูกพันตามสนธิสัญญา มีวัตถุประสงค์ให้รัฐภาคีได้พิจารณาทบทวน
4.การจดทะเบียน เป็นไปตามมาตรา 102 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ

ผลของสนธิสัญญา
ย่อมเกิดพันธะทางกฎหมายให้รัฐภาคีมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โดยหลักสนธิสัญญาจะไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ของบุคคลภายนอก แต่มีข้อยกเว้นคืออาจก่อให้เกิดสิทธิหรือภาระแก่รัฐที่สามก็ได้เช่น กรณีคลองสุเอซที่เปิดเป็นคลองสาธารณะ

การสิ้นสุดสนธิสัญญา
1.เมื่อถึงกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา
2.คู่ภาคีตกลงให้สนธิสัญญาสิ้นผล
3.คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญา
4.คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา
5.เมื่อเกิดสถานการณ์อย่างหนึ่งเช่นภาวะสงคราม
6.เมื่อมีการทำสัญญาขึ้นใหม่
7.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยของคู่สัญญา
8.เมื่อสนธิสัญญาขัดต่อหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศที่สร้างขึ้นใหม่


บทความโดย : Dek-South East Asia

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ



การค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศต่างๆ ประเทศที่ทำการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เรียกว่า "ประเทศคู่ค้า" สินค้าที่แต่ละประเทศซื้อเรียกว่า "สินค้าเข้า" (imports) และสินค้าที่แต่ละประเทศขายไปเรียกว่า "สินค้าออก" (exports) ประเทศที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เรียกว่า "ประเทศผู้นำเข้า" ส่วนประเทศที่ขายสินค้าให้ต่าง ประเทศ เรียกว่า "ประเทศผู้ส่งสินค้าออก" โดยทั่วไปแล้ว แต่ละประเทศจะมีฐานะเป็นทั้งประเทศ ผู้นำสินค้าเข้า และ ประเทศผู้สินค้าออกในเวลาเดียวกัน เพราะประเทศต่างๆ มีการผลิตสินค้า แตกต่างกัน

เหตุผลทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศต่างๆในโลกทำการค้าขายกัน ที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ

      1. ความแตกต่างทางด้านทรัพยากรที่ใช้ผลิตในแต่ละประเทศ เนื่องมาจากความแตกต่างในเรื่องสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ เช่น ประเทศ ไทยมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การเพาะปลูกมากกว่าญี่ปุ่น คูเวตมีน้ำมันมาก กว่าไทย จีนมีประชากรมากกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น ประเทศใดที่มี ทรัพยากรชนิดใดมาก ก็จะผลิตสินค้าที่ใช้ทรัพยากรชนิดนั้นๆเป็นปัจจัยการผลิตสินค้าออกเพื่อแลกเปลี่ยน กับสินค้าอื่น

     2. ความแตกต่างในเรื่องความชำนาญในการผลิต เนื่องจากผู้ผลิตของแต่ละประเทศจะมีความชำนาญและเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าและ บริการแตกต่างกัน บางประเทศผู้ผลิตมีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการผลิตสินค้า บางชนิด เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีความรู้ความชำนาญในการผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ประเทศเนเธอร์แลนด์มีความรู้ความชำนาญในการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีความรู้ความชำนาญในการผลิตนาฬิกา ความแตกต่างของ ปัจจัยดังกล่าวนี้ผลักดันให้แต่ละประเทศเล็งเห็นประโยชน์จากการเลือกผลิตสินค้าบาง อย่างที่มีต้นทุนต่ำ มีความรู้ความชำนาญ และเลือกสั่งซื้อสินค้าแตะละประเภทที่ผู้บริโภค ในประเทศของตนต้องการแต่ไม่สามารถผลิตได้ หรือผลิตได้ในต้นทุนที่สูงเกินไป และปัจจัยเหล่านี้ก้อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ
        การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นเนื่องจากประเทศต่าง ๆ ผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนไม่เท่ากัน ประเทศที่สามารถผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยต้นทุนที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ประเทศนั้นจะเป็นผู้ผลิตและส่งสินค้าไปขายที่อื่น ๆ เหตุที่ประเทศต่าง ๆ ผลิตสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่างกันเพราะว่า มีความแตกต่างในปริมาณและทรัพยากร กล่าวคือ บางประเทศมีแร่ธาตุมาก บางประเทศเป็นแหล่งน้ำมัน บางประเทศมีป่าไม้มาก เป็นต้น ประกอบกับความแตกต่างของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ส่งผลให้สินค้าบางชนิดสามารถผลิตได้ในบางพื้นที่เท่านั้น เช่น ยางพาราส่วนมากผลิตในประเทศมาเลเซีย และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก กาแฟส่วนมากมาจากบราซิล เป็นต้น ประเทศที่มีทรัพยากรการผลิตชนิดใดมาก จะได้เปรียบในการผลิตสินค้าซึ่งต้องใช้ทรัพยากรชนิดนั้นเป็นปัจจัยการผลิต เพราะราคาของปัจจัยการผลิตชนิดนั้นจะต่ำ เนื่องจากมีมากเมื่อเทียบกับความต้องการซึ่งมีผลให้ต้นทุนการผลิตตลอดจนราคาขายต่ำไปด้วย ประเทศจึงควรผลิตสินค้าดังกล่าวเพื่อส่งออกและนำเข้าสินค้าที่ขาดแคลน หรือสินค้าที่มีราคาสูงโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศไทยมีที่ดินมากและสภาพภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ดังนั้นไทยควรจะผลิตข้าวหรือสินค้าทางการเกษตรอย่างอื่นเป็นสินค้าส่งออกเพราะต้นทุนต่ำกว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ควรผลิตสินค้าประเภททุน เช่น เครื่องจักรเครื่องมือ รถยนต์ เนื่องจากมีที่ดินน้อย แต่มีปัจจัยทุนมาก ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าในญี่ปุ่นต่ำกว่าไทย จึงปรากฏว่า ญี่ปุ่นต้องซื้อข้าวจากไทยและไทยต้องซื้อเครื่องจักรเครื่องมือจากญี่ปุ่น

       อย่างไรก็ตามความมากน้อยของทรัพยากรตลอดจนปัจจัยการผลิตที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวมิใช่เป็นสิ่งที่กำหนดต้นทุนให้ต่ำกว่าประเทศอื่นเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความชำนาญของประชากรระดับเทคโนโลยี เป็นต้น จริงอยู่ ไทยและฟิลิปปินส์ต่างก็เป็นประเทศที่มีแรงงานเป็นจำนวนมากและค่าจ้างค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ แต่มิได้หมายความว่าไทยและฟิลิปปินส์จะมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตเท่ากับญี่ปุ่นหรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะว่า คุณภาพของประชากรในการผลิต ตลอดจนความเจริญทางเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์สูงกว่าไทยมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตนาฬิกาของญี่ปุ่นหรือ สวิตเซอร์แลนด์ ต่ำกว่าไทย จึงปรากฏว่า ไทยต้องซื้อนาฬิกาจากประเทศเหล่านี้ นั่นหมายถึงว่านอกจากปริมาณของทรัพยากรแล้ว ประสิทธิภาพการผลิตหรือความชำนาญของปัจจัยก็เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดต้นทุนการผลิตสินค้า ความแตกต่างดังกล่าวข้างต้น คือ ความแตกต่างในปริมาณและชนิดของทรัพยากร สภาพภูมิอากาศและความชำนาญในการผลิตประกอบกับความไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทุกชนิดที่ต้องการได้เองภายในประเทศ จึงมีความต้องการแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่างที่ผลิตได้กับสินค้าที่ต้องการแต่ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ หรือผลิตได้คุณภาพก็ไม่ดีพอการค้าระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้นมาโดยมีหลักการสำคัญคือ ประเทศจะผลิตสินค้าที่ตนเองขาดแคลนหรือผลิตได้แต่ต้องใช้ต้นทุนสูงจากต่างประเทศการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันตามหลักการแบ่งงานกันทำย่อมทำให้การใช้ทรัพยากรของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเราสามารถพิจารณาจากการค้าขายของบุคคลภายในประเทศ นั่นคือ พ่อบ้านจะไม่ยอมตัดเสื้อเพื่อสวมใส่เอง ถ้าหากเขาสามารถซื้อเสื้อผ้าจากท้องตลาดในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่เขาผลิตเอง ในทำนองเดียวกัน ช่างตัดเสื้อย่อมไม่พยายามทำรองเท้าใช้เองแต่จะซื้อรองเท้าใช้จากช่างทำรองเท้า ชาวนาย่อมไม่ตัดเสื้อหรือตัดรองเท้าโดยเขาจะจ้างช่างตัดเสื้อหรือจ้างช่างตัดรองเท้าเมื่อเขาเห็นว่า ราคาที่เขาจ่ายไปต่ำกว่าต้นทุนที่เขาต้องจ่าย เป็นต้น ทุกคนควรจะผลิตสินค้าที่ตัวเองมีความถนัดและชำนาญและนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ตนเองต้องการ จะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือราคาที่ต่ำลง ดังนั้นประเทศก็เช่นเดียวกับบุคคล โดยที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้น ถ้าหากประเทศสามารถซื้อสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ในราคาต่ำกว่าต้นทุนที่ผลิตได้ภายในประเทศ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ
-กฎหมายที่เกี่ยวกับการซื้อขายระหว่างประเทศ  เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ  กฎหมายซื้อขายของประเทศอังกฤษ
-กฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ  เช่น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับใบตราส่ง
-กฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเล
-กฎหมายเกี่ยวกับการชำระเงินและชำระราคา
-กฎหมายเกี่ยวกับวิธีการระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ
-กฎหมายขัดกัน

ลักษณะเฉพาะของการค้าระหว่างประเทศ
-มีองค์ประกอบระหว่างประเทศเสมอ
-มีประเด็นเรื่องการนำกฎหมายใดมาใช้บังคับคดี
-มีลักษณะเป็น Documentary sale
-มักมีการชำระด้วยราคา Documentary Payment
-มักมีข้อตกลงในลักษณะ Shipment term
-มักมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีทางอนุญาโตตุลาการ
-มีกฎหมายและสัญญาต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง
-มักนิยมใช้สัญญามาตรฐานในการค้าระหว่างประเทศ
-ต้องเกี่ยวข้องกับการดำเนินพิธีการทางศุลกากร
-มักเกี่ยวข้องกับสกุลเงินต่างประเทศ


****Incoterms
Incoterms (International Commercial Terms) คือ เป็นข้อกำหนดในการส่งมอบสินค้า หรือเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า โดยกำหนดเป็นมาตรฐานความหมายการค้าที่ใช้ตกลงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่เป็นสากล ได้รับการดูแลและคุ้มครองโดยสภาหอการค้านานาชาติ (ICC: International Chamber of Commerce) ซึ่งยึดติดกับการค้าสหประชาชาติหลัก เพื่อให้คู่ค้าทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายทราบถึงขอบเขตความรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่าง ๆ โดยช่วยให้ทั้งสองฝ่ายที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมมีความเข้าใจตรงกัน โดย INCOTERM ปี 2010

EXW – Ex Works (… the named place)
เงื่อนไข การส่งมอบนี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า เมื่อผู้ขายได้เตรียมสินค้าไว้พร้อมสำหรับส่งมอบให้กับผู้ซื้อ ณ สถานที่ของผู้ขายเอง โดยผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการขนส่งสินค้า ไปยังคลังสินค้าของผู้ซื้อเอง

FCA –Free Carrier (… the named point of departure)
เงื่อนไข การส่งมอบนี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า เมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าให้กับผู้รับขนส่งที่ระบุโดยผู้ซื้อ ณ สถานที่ของผู้รับขนส่ง ที่ผู้ขายต้องทำพิธีการส่งออกรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า และความเสี่ยงภัยระหว่างการขนส่งจากสถานที่ของผู้ขาย จนกระทั่งถึงสถานที่ของผู้รับขนส่ง ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการขนสินค้าและความเสี่ยงภัยต่าง ๆ ไปยังจุดหมายปลายทางเป็นของผู้ซื้อ

FAS –Free Alongside Ship (… the named port of origin)
เงื่อนไข การส่งมอบนี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า เมื่อผู้ขายได้นำสินค้าไปยังกาบเรือ ณ ท่าเรือต้นทางที่ระบุไว้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการนำของขึ้นเรือ ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า ความเสี่ยงภัยในการนำของขึ้นเรือ และระหว่างการขนส่งเป็นภาระของผู้ซื้อในทันทีที่สินค้าถูกส่งมอบไปยังกาบเรือ และผู้ซื้อต้องรับผิดชอบการทำพิธีการส่งออกด้วย

FOB – Free On Board (… the named port of origin)
เงื่อนไข การส่งมอบนี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า เมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าข้ามกาบเรือขึ้นไปบนเรือสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางที่ระบุไว้ ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบการทำพิธีการส่งออกด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้าเป็นภาระของผู้ซื้อในทันทีที่ของผ่านกาบระวางเรือไปแล้ว



****Letter of Credit
 หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า L/C เป็นการชำระค่าสินค้าผ่านธนาคารวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นวิธีเดียวที่มีหลักประกันพอที่จะเชื่อได้ว่า ผู้ขายสินค้าจะได้รับเงินค่าสินค้าเมื่อได้ส่งมอบสินค้าลงเรือ และผู้ซื้อสินค้าจะได้รับสินค้าเมื่อจ่ายเงินค่าสินค้า


บทความโดย :
Dek-South East Asia